แชร์

RFID ทำงานอย่างไร: หลักการทำงาน, ประเภท, และการใช้งาน

อัพเดทล่าสุด: 17 พ.ย. 2025
60 ผู้เข้าชม

RFID คืออะไร?
 

RFID คือเทคโนโลยีที่ใช้วิธีการสื่อสารแบบไร้สายผ่าน "คลื่นความถี่วิทยุ" เพื่อระบุตัวตน (Identify) หรือติดตาม (Track) วัตถุ, สัตว์, หรือบุคคล โดยข้อมูลจะถูกเก็บไว้ในสิ่งที่เรียกว่า "แท็ก" (Tag)

ลองนึกถึงบาร์โค้ด (Barcode) ครับ บาร์โค้ดต้องใช้เครื่องสแกนเลเซอร์ยิงไปที่ตัวมันตรงๆ ถึงจะอ่านได้ แต่ RFID นั้นล้ำกว่าตรงที่ ไม่จำเป็นต้องเห็นตัวแท็ก (Non-Line-of-Sight) ขอแค่อยู่ในระยะคลื่นวิทยุ ก็สื่อสารกันได้แล้ว


 

องค์ประกอบหลัก: "คู่หู" ที่ขาดกันไม่ได้
 

ระบบ RFID จะทำงานได้ ต้องมีองค์ประกอบหลัก 2 (หรือ 3) ส่วน:

แท็ก RFID (RFID Tag หรือ Transponder):

นี่คือ "พระเอก" ของเราครับ มันคือป้ายหรือชิปเล็กๆ ที่เรานำไปติดกับวัตถุที่ต้องการติดตาม
ภายในแท็กจะประกอบด้วย 2 ส่วนสำคัญ:

ไมโครชิป (Microchip): ทำหน้าที่เก็บข้อมูล (เช่น หมายเลขซีเรียลเฉพาะตัว)
สายอากาศ (Antenna): ทำหน้าที่รับและส่งสัญญาณคลื่นวิทยุ
เครื่องอ่าน RFID (RFID Reader หรือ Interrogator):

นี่คือ "ฐานทัพ" ครับ ทำหน้าที่เป็นตัว "ถาม" (Interrogate)
เครื่องอ่านจะปล่อยคลื่นวิทยุออกมาอย่างต่อเนื่องเพื่อค้นหาแท็กที่อยู่ในบริเวณใกล้เคียง
เมื่อเจอแท็ก มันจะ "อ่าน" ข้อมูลจากแท็ก แล้วส่งข้อมูลนั้นต่อไปยังระบบคอมพิวเตอร์
ระบบฐานข้อมูล (Backend System):

นี่คือ "สมอง" ที่อยู่เบื้องหลัง ข้อมูลที่เครื่องอ่านได้มา (เช่น ID 12345) จะถูกส่งมาที่นี่ เพื่อตีความว่า "ID 12345 คือ แล็ปท็อปเครื่องที่ 10 ในสต็อก"

 

️ กระบวนการทำงาน: มัน "คุย" กันอย่างไร? (หัวใจสำคัญ)
 

นี่คือส่วนที่อธิบายว่าทำไมมัน "ไม่ต้องเสียบ" ครับ การทำงานจะต่างกันเล็กน้อยขึ้นอยู่กับประเภทของแท็ก แต่ที่พบบ่อยที่สุดคือ แท็กแบบพาสซีฟ (Passive Tags)

 

1. กรณี แท็กแบบพาสซีฟ (Passive Tags) - ที่พบบ่อยที่สุด
 

แท็กประเภทนี้ ไม่มีแบตเตอรี่ในตัวเอง ครับ (เช่น คีย์การ์ด, บัตร Easy Pass, ป้ายในร้านเสื้อผ้า) แล้วมันจะเอาพลังงานที่ไหนมาส่งข้อมูล?

นี่คือความมหัศจรรย์ครับ:

การปลุก (Wake up): เครื่องอ่าน (Reader) จะปล่อย "สนามพลังงาน" (คลื่นวิทยุ) ออกมาตลอดเวลาในระยะของมัน
การเก็บเกี่ยวพลังงาน (Energy Harvesting): เมื่อเรานำแท็ก (Tag) เข้าไปในระยะ... สายอากาศของแท็กจะ "เก็บเกี่ยว" พลังงานจากคลื่นวิทยุที่เครื่องอ่านปล่อยออกมา
การจ่ายพลังงาน: พลังงานที่เก็บเกี่ยวได้นี้ (แม้จะน้อยนิด) ก็เพียงพอที่จะ "ปลุก" ไมโครชิปบนแท็กให้เริ่มทำงาน
การส่งข้อมูลกลับ (Backscatter): เมื่อชิปทำงาน มันจะส่งข้อมูล (เช่น ID ของมัน) กลับไปหาเครื่องอ่าน แต่มันไม่ได้สร้างคลื่นวิทยุของตัวเองนะครับ!
วิธีที่มันใช้เรียกว่า "Backscatter" (การสะท้อนกลับ): แท็กจะใช้พลังงานที่ได้มา "ดัดแปลง" คลื่นวิทยุที่เครื่องอ่านส่งมา แล้ว "สะท้อน" คลื่นที่ถูกดัดแปลงนั้นกลับไปหาเครื่องอ่าน คล้ายกับการที่เราใช้กระจกเล็กๆ สะท้อนแสงแดดเป็นจังหวะเพื่อส่งรหัสมอร์สครับ
การถอดรหัส: เครื่องอ่านจะตรวจจับ "การสะท้อนกลับที่ถูกดัดแปลง" นี้ และถอดรหัสออกมาเป็นข้อมูลดิจิทัล
สรุปง่ายๆ (Passive): เครื่องอ่าน "ตะโกน" คลื่นพลังงานออกไป แท็ก "ยืม" พลังงานนั้นมาใช้ แล้ว "ตะโกนกลับ" ด้วยการดัดแปลงคลื่นของเครื่องอ่านนั่นเอง
 

2. กรณี แท็กแบบแอคทีฟ (Active Tags)
 

แท็กประเภทนี้ มีแบตเตอรี่ในตัวเอง (เช่น แท็กติดตามตู้คอนเทนเนอร์ในท่าเรือ)

การทำงานตรงไปตรงมาครับ เพราะมันมีแหล่งพลังงานของตัวเอง มันจึงสามารถ "ตะโกน" หรือ "Broadcast" สัญญาณของตัวเองออกไปได้เลย โดยไม่ต้องรอพลังงานจากเครื่องอ่าน
ข้อดี: ส่งสัญญาณได้ไกลมาก (หลายสิบหรือหลายร้อยเมตร)
ข้อเสีย: มีขนาดใหญ่กว่า แพงกว่า และแบตเตอรี่มีวันหมดอายุ

 

เจาะลึกประเด็น: สะดวก ปลอดภัย และระยะใกล้
 

ทีนี้ เรามาขยายความจากสิ่งที่คุณบอกไว้ครับ

 

"สะดวก... ไม่ต้องรูดหรือเสียบ"
 

นี่คือจุดขายที่ใหญ่ที่สุดของ RFID ครับ

ความเร็ว: เครื่องอ่านสามารถอ่านแท็กได้พร้อมกันหลายสิบหรือหลายร้อยชิ้นในวินาทีเดียว (เรียกว่า Anti-Collision) ลองนึกภาพการเช็คสต็อกสินค้าในกล่องใหญ่... แค่ยกเครื่องอ่านผ่านกล่อง ก็รู้ว่ามีอะไรข้างในบ้าง โดยไม่ต้องเปิดกล่องมาสแกนบาร์โค้ดทีละชิ้น
ไม่ต้องจ่อ (Non-Line-of-Sight): คลื่นวิทยุทะลุผ่านวัสดุส่วนใหญ่ได้ (เช่น พลาสติก, ผ้า, กระดาษแข็ง) คุณจึงสามารถฝังแท็กไว้ในปกหนังสือ (ห้องสมุด) หรือในพลาสติกของคีย์การ์ดได้
 

"ใช้คลื่นวิทยุส่งข้อมูลระยะใกล้"
 

คำว่า "ระยะ" ของ RFID นั้นกว้างมาก ขึ้นอยู่กับ "ย่านความถี่" (Frequency) ที่ใช้ครับ

LF (Low Frequency): ความถี่ต่ำ (เช่น ระบบฝังชิปในสัตว์เลี้ยง)

ระยะ: สั้นมาก (ไม่กี่เซนติเมตร)
ข้อดี: ทำงานได้ดีแม้ใกล้วัตถุที่เป็นน้ำหรือโลหะ
HF (High Frequency): ความถี่สูง (เช่น คีย์การ์ดคอนโด, บัตรเครดิตแตะจ่าย, NFC ในมือถือ)

ระยะ: สั้น (ประมาณ 10 ซม. ถึง 1 เมตร)
ข้อดี: นี่คือย่านที่ "สะดวกและปลอดภัย" ที่สุดสำหรับการใช้งานส่วนบุคคล เพราะระยะสั้นทำให้ดักจับสัญญาณยาก
UHF (Ultra-High Frequency): ความถี่สูงยิ่งยวด (เช่น ระบบจัดการสต็อกในคลังสินค้า, ระบบไม้กั้นหมู่บ้าน)

ระยะ: ไกล (5-20 เมตร หรือไกลกว่าสำหรับแท็ก Active)
ข้อดี: อ่านได้เร็วและไกลมาก เหมาะสำหรับงานโลจิสติกส์
 

"และปลอดภัย"
 

ประเด็นนี้ต้องอธิบายเพิ่มเติมครับ ความปลอดภัยของ RFID มีหลายระดับ:

ปลอดภัยโดยธรรมชาติ (Security by Obscurity): ในระบบพื้นฐาน (เช่น คีย์การ์ดหอพักรุ่นเก่า) ตัวแท็กจะส่งแค่ ID ของมัน การที่คนอื่นไม่รู้ว่า ID นี้คืออะไร ก็ถือว่าปลอดภัยระดับหนึ่ง แต่... ถ้าใครมีเครื่องมือ "โคลน" (Clone) เขาก็สามารถคัดลอก ID ของคุณไปใส่ในแท็กเปล่าได้
ปลอดภัยด้วยระยะ (Security by Proximity): ในย่าน HF (เช่น บัตรเครดิต) การที่ต้อง "แตะ" หรือ "จ่อ" ในระยะไม่กี่เซนติเมตร ทำให้การแอบอ่านข้อมูล (Skimming) ทำได้ยากขึ้น (แต่ก็ยังทำได้ถ้ามีเครื่องอ่านกำลังสูง)
ปลอดภัยด้วยการเข้ารหัส (Real Security): นี่คือระบบที่ปลอดภัยจริงครับ (เช่น บัตร Rabbit/MRT, บัตรเครดิตรุ่นใหม่ๆ)

ในการสื่อสารทุกครั้ง เครื่องอ่านกับแท็กจะ "สุ่ม" กุญแจเข้ารหัสลับขึ้นมาชุดหนึ่ง
ข้อมูลที่ส่งหากันจะถูกเข้ารหัส ทำให้ถึงแม้จะมีคนดักฟังคลื่นวิทยุได้ เขาก็จะได้แค่ "ภาษาขยะ" ที่อ่านไม่ออก เพราะไม่มีกุญแจถอดรหัส
นี่คือเหตุผลว่าทำไม "กระเป๋าสตางค์กัน RFID" ถึงมีขาย ก็เพื่อป้องกันการแอบอ่านข้อมูลจากบัตรที่ใช้ระบบเข้ารหัสแบบง่ายๆ หรือไม่ได้เข้ารหัสนั่นเองครับ
 

สรุปการใช้งานจริง
 

จากหลักการทั้งหมดนี้ ทำให้ RFID ถูกนำไปใช้ในทุกวงการ:

การคมนาคม: บัตร Easy Pass / M-Pass, บัตรโดยสาร MRT/Rabbit
การเงิน: การแตะเพื่อจ่าย (Contactless Payment) ผ่านบัตรเครดิตหรือมือถือ (NFC ก็คือ RFID ประเภทหนึ่ง)
การรักษาความปลอดภัย: คีย์การ์ดเข้าอาคาร, ไม้กั้นรถยนต์
โลจิสติกส์: การติดตามพัสดุและจัดการคลังสินค้า (แทนที่บาร์โค้ด)
อื่นๆ: พาสปอร์ตอิเล็กทรอนิกส์ (E-Passport), การลงเวลาแข่งขันวิ่งมาราธอน (ที่ติดชิปไว้ที่รองเท้า), การติดตามเครื่องมือแพทย์ในโรงพยาบาล

 

#RFID  #RFID#เทคโนโลยีRFIDทำงานอย่างไร #RFidtechnology #คลื่นวิทยุ #NFC #คีย์การ์ด #โลจิสติกส์ #สต็อกสินค้า #SmartTech #IoT #TechTalk


บทความที่เกี่ยวข้อง
เจาะลึกเรื่อง "บัตร RFID" คืออะไร? มีกี่แบบ? และทำไมธุรกิจยุคใหม่ถึงขาดไม่ได้
รู้จักกับบัตร RFID เทคโนโลยีไร้สัมผัสที่เปลี่ยนโลกธุรกิจ ตั้งแต่ Proximity ถึง Mifare ต่างกันอย่างไร เหมาะกับการใช้งานแบบไหน อ่านครบจบที่นี่
24 ธ.ค. 2025
เจาะลึกทุกเรื่อง "เครื่องพิมพ์บัตร PVC RFID" เทคโนโลยีใกล้ตัวที่ต้องรู้!
TIP! (เคล็ดลับฉบับโปร) เพื่อให้ได้บัตร PVC RFID คุณภาพดีที่สุด ต้อง เลือกเครื่องให้เหมาะกับประเภทชิป, ใช้ไฟล์ภาพคมชัด, และ หมั่นทำความสะอาดหัวพิมพ์เสมอ
17 พ.ย. 2025
เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ของท่าน ท่านสามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และ นโยบายคุกกี้
เปรียบเทียบสินค้า
0/4
ลบทั้งหมด
เปรียบเทียบ
Powered By MakeWebEasy Logo MakeWebEasy