เจาะลึกเรื่อง "บัตร RFID" คืออะไร? มีกี่แบบ? และทำไมธุรกิจยุคใหม่ถึงขาดไม่ได้
อัพเดทล่าสุด: 24 ธ.ค. 2025
33 ผู้เข้าชม

ในยุคที่ความรวดเร็วและความปลอดภัยเป็นเรื่องสำคัญ เทคโนโลยีหนึ่งที่เข้ามามีบทบาทในชีวิตประจำวันของเราโดยไม่รู้ตัวคือ RFID ไม่ว่าจะเป็นคีย์การ์ดเข้าคอนโด, บัตรพนักงานตอกบัตร, หรือแม้แต่บัตรรถไฟฟ้า วันนี้เราจะพาไปทำความรู้จักกับเทคโนโลยีนี้ให้ลึกซึ้งขึ้นครับ
RFID คืออะไร?
RFID ย่อมาจาก Radio Frequency Identification คือเทคโนโลยีการระบุข้อมูลสิ่งของหรือบุคคลโดยใช้ "คลื่นวิทยุ" จุดเด่นคือสามารถส่งข้อมูลหากันได้โดย ไม่ต้องมีการสัมผัส (Contactless) และไม่จำเป็นต้องเห็นตัวบัตรชัดๆ เหมือนการสแกน Barcode ขอแค่ให้อยู่ในระยะคลื่นวิทยุที่กำหนดก็สามารถทำงานได้ทันที
องค์ประกอบสำคัญของระบบ RFID
การทำงานของระบบนี้จะต้องประกอบด้วย 2 ส่วนหลักคือ:
Reader (เครื่องอ่าน): ทำหน้าที่ปล่อยคลื่นสัญญาณวิทยุออกมา
Tag (ตัวบัตร): ภายในจะมีขดลวดเล็กๆ ฝังอยู่ เมื่อได้รับคลื่นจากเครื่องอ่าน จะเกิดพลังงานและส่งข้อมูลกลับไป
ประเภทของบัตร RFID ที่นิยมใช้ในปัจจุบัน
แม้ภายนอกบัตรจะดูเหมือนพลาสติกสี่เหลี่ยมธรรมดา แต่ "คลื่นความถี่" ภายในนั้นแตกต่างกัน โดยแบ่งเป็น 3 ประเภทหลัก ดังนี้:
1. Low Frequency (LF) - 125 KHz
ชื่อเรียกทั่วไป: บัตร Proximity (บัตรทาบ)
ระยะการอ่าน: ระยะใกล้มาก (ประมาณ 1-10 ซม.)
คุณสมบัติ: ราคาประหยัด เก็บข้อมูลได้แค่รหัส ID ไม่สามารถเขียนข้อมูลทับได้ซับซ้อน
การใช้งาน: ระบบประตูคีย์การ์ดหอพัก, บัตรตอกเวลาพนักงาน
2. High Frequency (HF) - 13.56 MHz
ชื่อเรียกทั่วไป: บัตร Mifare (มายแฟร์)
ระยะการอ่าน: ระยะใกล้ (ประมาณ 1-10 ซม.)
คุณสมบัติ: มีความปลอดภัยสูงกว่า สามารถ "เขียนและอ่าน" ข้อมูลลงในบัตรได้ (Read/Write)
การใช้งาน: บัตรศูนย์อาหาร (E-Money), บัตรสมาชิก VIP, บัตรจอดรถตามห้างสรรพสินค้า
3. Ultra High Frequency (UHF) - 860-960 MHz
ระยะการอ่าน: ระยะไกล (ตั้งแต่ 1 เมตร ถึง 10+ เมตร)
คุณสมบัติ: อ่านได้เร็วและไกล ทะลุสิ่งกีดขวางบางชนิดได้
การใช้งาน: ระบบไม้กั้นรถยนต์หมู่บ้าน (Easy Pass), การจัดการคลังสินค้า (Logistics)
ทำไมธุรกิจควรเปลี่ยนมาใช้ระบบบัตร RFID?
ความรวดเร็ว: ลดเวลาในการต่อคิว หรือบันทึกข้อมูล เพียงแค่ทาบหรือเดินผ่าน
ความแม่นยำ: ลดความผิดพลาดจากการคีย์ข้อมูลด้วยคน (Human Error)
ความทนทาน: ตัวบัตรกันน้ำ กันฝุ่น และไม่มีการเสียดสีกับหัวอ่าน ทำให้บัตรไม่สึกหรอง่ายเหมือนบัตรแถบแม่เหล็ก
ภาพลักษณ์: ช่วยให้องค์กรดูทันสมัยและเป็นระบบ
สรุป
การเลือกใช้บัตร RFID ให้ถูกประเภทเป็นสิ่งสำคัญ หากต้องการเพียงแค่เปิดประตูทั่วไป บัตร Proximity (125 KHz) อาจจะเพียงพอและประหยัดงบ แต่หากต้องการทำระบบเงินสด หรือระบบสมาชิกที่มีความปลอดภัยสูง บัตร Mifare (13.56 MHz) คือคำตอบที่ใช่ที่สุด
หากคุณกำลังมองหาโซลูชันเกี่ยวกับบัตร RFID หรือต้องการคำปรึกษาว่าธุรกิจของคุณเหมาะกับบัตรประเภทไหน สามารถปรึกษาผู้เชี่ยวชาญเพื่อให้ได้ระบบที่คุ้มค่าที่สุดครับ
RFID คืออะไร?
RFID ย่อมาจาก Radio Frequency Identification คือเทคโนโลยีการระบุข้อมูลสิ่งของหรือบุคคลโดยใช้ "คลื่นวิทยุ" จุดเด่นคือสามารถส่งข้อมูลหากันได้โดย ไม่ต้องมีการสัมผัส (Contactless) และไม่จำเป็นต้องเห็นตัวบัตรชัดๆ เหมือนการสแกน Barcode ขอแค่ให้อยู่ในระยะคลื่นวิทยุที่กำหนดก็สามารถทำงานได้ทันที
องค์ประกอบสำคัญของระบบ RFID
การทำงานของระบบนี้จะต้องประกอบด้วย 2 ส่วนหลักคือ:
Reader (เครื่องอ่าน): ทำหน้าที่ปล่อยคลื่นสัญญาณวิทยุออกมา
Tag (ตัวบัตร): ภายในจะมีขดลวดเล็กๆ ฝังอยู่ เมื่อได้รับคลื่นจากเครื่องอ่าน จะเกิดพลังงานและส่งข้อมูลกลับไป
ประเภทของบัตร RFID ที่นิยมใช้ในปัจจุบัน
แม้ภายนอกบัตรจะดูเหมือนพลาสติกสี่เหลี่ยมธรรมดา แต่ "คลื่นความถี่" ภายในนั้นแตกต่างกัน โดยแบ่งเป็น 3 ประเภทหลัก ดังนี้:
1. Low Frequency (LF) - 125 KHz
ชื่อเรียกทั่วไป: บัตร Proximity (บัตรทาบ)
ระยะการอ่าน: ระยะใกล้มาก (ประมาณ 1-10 ซม.)
คุณสมบัติ: ราคาประหยัด เก็บข้อมูลได้แค่รหัส ID ไม่สามารถเขียนข้อมูลทับได้ซับซ้อน
การใช้งาน: ระบบประตูคีย์การ์ดหอพัก, บัตรตอกเวลาพนักงาน
2. High Frequency (HF) - 13.56 MHz
ชื่อเรียกทั่วไป: บัตร Mifare (มายแฟร์)
ระยะการอ่าน: ระยะใกล้ (ประมาณ 1-10 ซม.)
คุณสมบัติ: มีความปลอดภัยสูงกว่า สามารถ "เขียนและอ่าน" ข้อมูลลงในบัตรได้ (Read/Write)
การใช้งาน: บัตรศูนย์อาหาร (E-Money), บัตรสมาชิก VIP, บัตรจอดรถตามห้างสรรพสินค้า
3. Ultra High Frequency (UHF) - 860-960 MHz
ระยะการอ่าน: ระยะไกล (ตั้งแต่ 1 เมตร ถึง 10+ เมตร)
คุณสมบัติ: อ่านได้เร็วและไกล ทะลุสิ่งกีดขวางบางชนิดได้
การใช้งาน: ระบบไม้กั้นรถยนต์หมู่บ้าน (Easy Pass), การจัดการคลังสินค้า (Logistics)
ทำไมธุรกิจควรเปลี่ยนมาใช้ระบบบัตร RFID?
ความรวดเร็ว: ลดเวลาในการต่อคิว หรือบันทึกข้อมูล เพียงแค่ทาบหรือเดินผ่าน
ความแม่นยำ: ลดความผิดพลาดจากการคีย์ข้อมูลด้วยคน (Human Error)
ความทนทาน: ตัวบัตรกันน้ำ กันฝุ่น และไม่มีการเสียดสีกับหัวอ่าน ทำให้บัตรไม่สึกหรอง่ายเหมือนบัตรแถบแม่เหล็ก
ภาพลักษณ์: ช่วยให้องค์กรดูทันสมัยและเป็นระบบ
สรุป
การเลือกใช้บัตร RFID ให้ถูกประเภทเป็นสิ่งสำคัญ หากต้องการเพียงแค่เปิดประตูทั่วไป บัตร Proximity (125 KHz) อาจจะเพียงพอและประหยัดงบ แต่หากต้องการทำระบบเงินสด หรือระบบสมาชิกที่มีความปลอดภัยสูง บัตร Mifare (13.56 MHz) คือคำตอบที่ใช่ที่สุด
หากคุณกำลังมองหาโซลูชันเกี่ยวกับบัตร RFID หรือต้องการคำปรึกษาว่าธุรกิจของคุณเหมาะกับบัตรประเภทไหน สามารถปรึกษาผู้เชี่ยวชาญเพื่อให้ได้ระบบที่คุ้มค่าที่สุดครับ
บทความที่เกี่ยวข้อง
คลายข้อสงสัย คีย์การ์ด Proximity ก๊อปปี้ง่ายจริงหรือ? เรียนรู้วิธีอุดรอยรั่วและยกระดับความปลอดภัยให้สถานที่ของคุณด้วยระบบ RFID ที่ถูกวิธี
24 ธ.ค. 2025
บัตร PVC: วัสดุคุณภาพสูงที่ช่วยเสริมภาพลักษณ์องค์กรให้โดดเด่นและน่าเชื่อถือ
ในโลกธุรกิจปัจจุบัน การสร้างความประทับใจแรกเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง และหนึ่งในเครื่องมือที่หลายองค์กรมองข้ามไม่ได้คือ "บัตร" ไม่ว่าจะเป็นบัตรพนักงาน บัตรสมาชิก หรือบัตรแสดงตัวตนต่างๆ
31 ต.ค. 2025


